การศึกษาและเรียนรู้ภาษาอังกฤษในการสมัครงาน

ไม่ว่าเราจะสัมภาษณ์งานไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เราก็ไม่มีวันคุ้นเคยกับมัน เราจะยังคนรู้สึกตื่นเต้นเสมอ เหมือนกับว่าทุกครั้งที่เราไปสัมภาษณ์งาน เราจะประหม่าเมื่อต้องไปสัมภาษณ์งาน หรือต้องพูดคุยกับนายจ้างเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นโอกาสอันดี แต่ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะควบคุมความวิตกกังวลนั้นไว้ได้ และความรู้สึกนั้นจะมีมากยิ่งขึ้น เมื่อเราต้องสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ

เมื่อไรก็ตามที่เราต้องสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ เราจะรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า การพูดติด ๆ ขัด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราทำให้มันผ่านพ้นไปได้ และทำให้การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ออกมาประสบความสำเร็จไม่ต่างจากการสัมภาษณ์งานครั้งอื่น ๆ หลายคนจะรู้สึกกลัวว่าการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษจะยากกว่าภาษาไทย แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ต้องอาศัยการเตรียมตัวให้มากขึ้น

การสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ จะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป หากเรามีการเตรียมความพร้อม ทั้งทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และการเตรียมข้อมูลก่อนเริ่มสัมภาษณ์งาน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อม ๆ กัน เพื่อให้การสัมภาษณ์ออกมาได้ดี และเทคนิคการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษต่อไปนี้ จะช่วยให้คนหางานสามารถสร้างความประทับใจในวันสัมภาษณ์งานได้อย่างเป็นมืออาชีพ หากรู้จักนำไปปรับใช้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม

เตรียมข้อมูลก่อนการสัมภาษณ์งาน

การเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง จะช่วยให้เราสามารถไปสัมภาษณ์งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ยิ่งเราเตรียมตัว และมีความพร้อมมากเท่าไร เราก็จะรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นน้อยลง ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าบริษัท ตำแหน่งงานที่เราสมัคร ผู้ที่มาสัมภาษณ์เรานั้น มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เราต้องเรียนรู้ว่าบริษัทนี้มีเบื้องหลัง และอนาคตดีมากน้อยแค่ไหน

เมื่อเราเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ของบริษัทมาเป็นอย่างดีในระดับหนึ่งแล้ว การต้องตอบคำถาม หรือถามคำถามในช่วงการสัมภาษณ์งาน เราจะไม่รู้สึกประหม่า เมื่อไม่รู้สึกประหม่า เราก็จะไม่พูดภาษาอังกฤษที่จับใจความไม่ได้ หรือพูดภาษาอังกฤษที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ หลายคนรู้สึกว่าการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะเขามีข้อมูลไม่มากพอ และไม่ได้ฝึกฝนการตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษมา เมื่อจะต้องตอบคำถาม ก็ทำให้นึกไม่ออกว่าควรจะพูดออกมาด้วยรูปประโยคอย่างไร จนท้ายที่สุด ก็ทิ้งโอกาสที่ดีในการสัมภาษณ์งานให้หลุดลอยออกไป

ฝึกซ้อมภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

หลาย ๆ บริษัทเลือกที่จะสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอยากรู้ว่าคนที่มาสัมภาษณ์ว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีในระดับใด เหมือนอย่างที่เขียนไว้ในเรซูเม่หรือไม่ เพราะบางคนเขียนมาในเรซูเม่ว่าสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อนำมาใช้งานจริงกลับไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่นายจ้างคาดหวังไว้

การสัมภาษณ์งานมักมาพร้อมกับความตื่นเต้น และแน่นอนว่าความตื่นเต้นนั้น เป็นเรื่องที่ห้ามกันได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะจัดการไม่ได้เสียเลย การได้ฝึกฝนพูดประโยคภาษาอังกฤษที่จำเป็นต้องใช้ในวันสัมภาษณ์งานบ่อย ๆ จะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น และสามารถตอบคำถามได้ดีขึ้น

จะเริ่มให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษตอนกี่ขวบดี

สำหรับพ่อแม่ที่เริ่มมีลูกเล็ก อาจจะเกิดคำถามในใจว่าจะให้ลูกเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนไหนดี จากประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษเด็กเล็กๆมาประมาณ 5 ปี ทำให้พบว่ากรณีเด็กเล็กๆ เราไม่จำเป็นต้องเน้นว่าเด็กต้องเก่งภาษาอังกฤษตั้งแต่เล็กๆ เราไม่จำเป็นต้องเสาะแสวงหาสถานที่เรียนภาษาอังกฤษดังๆ ให้กับเด็กหรอกนะ เพราะถึงอย่างไรพัฒนาการทางสมองของเด็กเองยังไม่ถึงขั้นที่จะรองรับหลักการทางด้านไวยากรณ์สูงๆได้

ดังนั้นหากบุตรหลานของท่านเริ่มเข้าเรียนอนุบาล 1 ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของครูที่โรงเรียนไป แต่สิ่งที่คุณสามารถทำได้คือการฝึกฝนให้เด็กคุ้นชินกับภาษาในลักษณะชีวิตประจำวัน นั่นคือการหาครูฝรั่งสำเนียงดีๆ มาพูดคุยหรือทำกิจกรรมกับเด็กให้เด็กได้ฟัง ได้โต้ตอบ แนวบทสนทนาง่ายๆอย่าง Read the rest of this entry »

เทคนิคการจําคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ ไม่ให้ลืม

ในการเรียนรู้นั้นสิ่งที่หลายๆคนคงจะเคยได้ยินกันมาบ้างนะว่า “เรียนภาษาอังกฤษไม่ต้องท่องจำ” เพื่อนๆมีความคิดเห็นในประโยคหรือคำเหล่านี้กันอย่างไรกันบ้าง คิดว่าก็จริงนะว่าเรียนภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องท่องจำแต่ถ้าไม่ท่องจำนั่นหมายความว่ามันอยู่ในจิตใต้สำนึก หรือเอาแบบเว่อๆเลยนะคือมันอยู่ในสายเลือดเราไปแล้ว แล้วทำอย่างไรหละมันถึงจะอยู่ในสมองของเราโดยที่ไม่ต้องท่องจำในการเรียนรู้ทุกๆรูปแบบนั่นสิ่งแรกที่เป็นสิ่งสำคัญของการเรียนรู้ของเรานั้นคือ ความจำ(Remember) ซึ่งเจ้าความจำนี้เป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้เลยนะ ถัดมาจากความจำนั้นคือการนำสิ่งที่เราจำได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดความเคยชิน (Habituate) ความเคยชินนี่แหละ ที่จะทำให้เรานั้นสามารถเรียนรู้เรื่องนั้นๆได้แบบไม่ต้องท่องทำ เรามาดูกันนะว่าการจำศัพท์นั้นปัจจัยอะไรที่จะทำให้เรานั้นสามารถจำได้ไวขึ้น

– เลือก: การเลือกในที่นี้จะหมายถึงการเลือกคำศัพท์ที่เราจะทำมาท่องจำว่าเราต้องการคำศัพท์เกี่ยวข้องกับอะไรมาท่องหรือจำ ซึ่งแนะนำให้เลือกคำศัพท์ที่เราคิดว่าเราจะได้ใช้มันมากที่สุดก่อน ซึ่งการเลือกคำศัพท์นี้ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากเลย
– ความเกี่ยวเนื่องของคำศัพท์ : ถ้าหากว่าเพื่อนๆ จัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่หรือจำคำศัพท์คำที่ใกล้เคียงกันในเรื่องของความหมาย หรือเสียงก็จะช่วยให้เรานั้นจำได้ไว้ยิ่งขึ้นนะ
– เขียนหรือนำมาใช้ : การนำคำศัพท์นั้นมาใช้นั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งประโยคง่ายๆ หรือการเขียนคำศัพท์คำนั้นๆ หลายๆรอบทำให้เราเกิดความเคยชินในการเขียนก็ช่วยได้ในระดับหนึ่งเลยนะ
– วาดรูป: การนำศิลปะมาประยุกต์ใช้ในเรื่องของการจำคำศัพท์นั้นก็ประมาณว่าเรานั้นนำคำศัพท์คำๆนั้นมาวาดเป็นรูปออกมาเลยครับ หรืออีกวิธีคือเรารูปที่มีอยู่หรือสิ่งของต่างๆที่มีอยู่แล้วเอาสติ๊กเกอร์คำศัพท์ลงไปแปะไว้ พอเราเดินผ่านไปผ่านมาเดี๋ยวก็เกิดความเคยชินเอง
– ข้อจำกัดของตัวเอง : ข้อจำกัดที่ว่า 1 วันนั้นเราจะจำได้กี่คำนะ ซึ่งถ้าหากว่าเพื่อนๆคิดว่าจะจำคำศัพท์ในดิกทั้งเล่มใน 1 วันนั้นเป็นไปได้น้อยมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยนะ ซึ่งถ้าหากว่าเราพยายามที่จะยัดเข้าไปมากๆก็ไม่มีประโยชน์หรอก สมองจะตื้อเอาเปล่าๆ
– สังเกตคำศัพท์และโครงสร้าง : ในการเรียนรู้ภาษาอังกฤานั้นต้องรู้จักสังเกตุโครงสร้าง การประกอบคำ การใช้คำๆนั้นด้วยนะครับ ไม่ใช่ว่า จำๆ ๆ ไปอย่างเดียวพอจะใช้จริงก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้
สุดท้ายนี้ทำดูนะคือการที่เราเขียนคำศัพท์ใส่กระดาษแผ่นหนึ่งสัก 10 คำแล้วพกติดตัวไปตลอดมีเวลาก็เอาขึ้นมาท่องๆ อ่าน ๆ ให้จำได้ เริ่มทีละนิดนานๆเข้าเดี๋ยวก็จะเก่งเอง ยังดีกว่าคิดว่าจะทำๆ แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย แบบนั้นไม่ได้อะไรหรอกนะ เชื่อว่าเพื่อนๆนั้นจะสามารถเก่งภาษาอังกฤาได้อยางแน่นอน เพราะอย่างน้อยเพื่อนๆก็เริ่มที่จะฝึกฝนตัวของเพื่อนๆเองด้วยการหาเทคนิคสำหรับจำคำศัพท์แล้วนะ สู้ต่อไปนะเพื่อนๆ สักวันเราจะต้องเก่งอย่างแน่นอน

ประเทศอาเซียนเข้าสู่ AEC ไม่ว่าคนของแต่ละประเทศจะใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาราชการ

44

อย่างที่ทราบกันว่า ในปี 2558 ประเทศอาเซียน 10 ประเทศจะเข้าสู่ AEC ดังนั้น การเตรียมความพร้อมในเรื่องของภาษาเพื่อใช้ในการสื่อสารในสภาพการณ์ที่มีการแข่งขันสูงขึ้นและสภาพสังคมที่มีวัฒนธรรมต่างๆ หลากหลายเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และควรจะต้องเตรียมความพร้อมให้ดี จากข้อมูลตัวเลขจำนวนผู้พูดภาษาต่างๆทั่วโลกของ Ethnologue 16th edition ในปี 2009 แสดงให้เห็นว่า ภาษาที่มีผู้พูดมากที่สุดในโลกนั้น 3 ลำดับแรก คือ ภาษาจีนกลาง ประมาณ 1,213 ล้านคน ภาษาสเปน ประมาณ 329 ล้านคน และภาษาอังกฤษ ประมาณ 328 ล้านคน ขณะที่ ข้อมูลตัวเลขจาก UNESCO ระบุว่า ภาษาที่มีการพูดกันมากที่สุดในโลกเรียงตามลำดับ คือภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ และภาษาสเปน นอกจากนี้ ภาษาที่ได้กำหนดให้ใช้ในสหประชาชาติมีด้วยกัน 6 ภาษาสำคัญคือ จีนกลาง อังกฤษ สเปน อาหรับ รัสเซีย และฝรั่งเศส จะเห็นได้ว่าความสอดคล้องกันของข้อมูลตัวเลขดังกล่าวข้างต้น ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของทั้งภาษาจีนกลาง และภาษาอังกฤษ ในฐานะที่เป็นภาษาที่ทั่วโลกใช้ในการสื่อสารระหว่างกันในโลกปัจจุบัน อีกทั้ง กฎบัตรอาเซียนข้อ 34 ก็ได้บัญญัติว่า “The working language of ASEAN shall be English” ที่กำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาในการทำงานของอาเซียน นั่นหมายถึง ภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาที่ใช้ในระหว่างการประชุม การโต้ตอบทางจดหมาย การจัดทำรายงานการประชุม ผลการพิจารณา และมติที่ประชุม ตลอดจนการจัดทำคำแถลงการณ์ และปฏิสัมพันธ์ต่างๆของอาเซียน

เมื่อประเทศอาเซียนเข้าสู่ AEC ไม่ว่าคนของแต่ละประเทศจะใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาราชการ และภาษาประจำชาติอยู่ในขณะนี้ เมื่อต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นที่ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรมนั้น ทุกคนจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ทุกคนต้องเรียนรู้และใช้ภาษาอังกฤษให้ได้ทั้งสิ้น โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ และพนักงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน จะต้องมีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ และใช้ได้ดีด้วย ดังนั้น หากจะให้ลำดับความสำคัญของภาษาที่จำเป็นสำหรับชาวอาเซียนแล้วละก็ ภาษาอังกฤษถือเป็นภาษาบังคับอันดับแรกที่ประชาชนพลเมืองใน10 ประเทศอาเซียนจะต้องฝึกฝน พัฒนาขีดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพราะจะต้องใช้ภาษาอังกฤษกันมากขึ้นแน่นอน เนื่องจากประชาชนของประเทศอาเซียนจะต้องไปมาหาสู่ ทำความรู้จัก เรียนรู้ซึ่งกันละกัน เดินทางท่องเที่ยว เดินทางข้ามพรมแดนเพื่อหางานทำและแสวงหาโอกาสที่ดีกว่าให้กับชีวิต ดังนั้น ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่สองของชาวอาเซียน เคียงคู่ภาษาที่หนึ่งอันเป็นภาษาประจำชาติของตน จุดอ่อนของไทยนั้น คือ การที่ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในเวทีต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษทางธุรกิจ การค้า การบริการ การท่องเที่ยว การแพทย์ ฯลฯ ซึ่งถือว่ายังต้องพัฒนาอีกมากเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นอย่าง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

กระทรวงศึกษาธิการของเรายังไม่ได้เน้นการพูดภาษาอังกฤษจะเน้นแต่หลักไวยากรณ์

4

ความสำคัญของภาษาอังกฤษภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทย และคนทั่วโลกไปแล้ว มนุษยชาติทุกวันนี้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การดูทีวี การดูภาพยนตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์หนังสือคู่มือทางด้านวิชาการต่างๆ ฯลฯ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาในปัจจุบัน ถ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษทั้งพูดและเขียนเสริมเข้าไปด้วยอีก โอกาสที่จะหางานก็จะไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย เท่านั้น ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ท่านคงจะไม่ปฏิเสธได้ถึงสิทธิพิเศษที่ท่านมีเหนือคนอื่นที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ด้วยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้โลกของเราแคบลงไปถนัดตา ทุกวันนี้ท่านสามารถรับรู้ข่าวสาร หรือติดต่อกับเพื่อนต่างชาติได้ภายในเสี้ยววินาที ท่านจะไม่เข้าถึงสิทธิพิเศษเหล่านี้เลย ถ้าท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษ ระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของไทยหลายท่านอาจจะบอกว่า ประเทศไทยเราก็ให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษสู้คนฟิลิปปินส์ไม่ได้เลย นั่นก็เพราะว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษของ

กระทรวงศึกษาธิการของเรายังไม่ได้เน้นการพูดภาษาอังกฤษ จะเน้นแต่หลักไวยากรณ์ คำแปล และการอ่านเพื่อความเข้าใจและให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่จะต้องปรับปรุงอย่างมากในระบบการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเราคือ การเน้นการพูดออกเสียง ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงพยัญชนะแต่ละตัว การเน้นเสียงหนักเบา ซึ่งจะต้องมีสื่อช่วยสอนที่เป็นมัลติมีเดีย คือ มีทั้งภาพ เสียง และตัวหนังสือ ให้ด้วย แทนระบบเก่าที่มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้น ทำให้การออกเสียงตามคำอ่านที่เขียนในตำราหรือพจนานุกรมที่ผิดๆ เช่นคำว่า cat ในพจนานุกรมอังกฤษไทยจะเขียนคำอ่านเป็น แค้ท ซึ่งแปลมาจากคำอ่านพจนานุกรมอังกฤษเป็นอังกฤษ ทำให้คนไทยเข้าใจว่า ไม่ต้องออกเสียงตัว t ที่อยู่ตอนท้ายด้วย น่าจะเขียนคำอ่านเป็น แค่ท-ถึ (ออกเสียง ถึ เบาๆ) แต่ถ้าเราจัดทำสื่อการเรียนการสอนแบบมัลติมีเดีย เด็กก็จะได้ยินทั้งเสียงที่ถูกต้อง ได้เห็นภาพ และตัวหนังสือด้วย ซึ่งทำได้ไม่ยาก และต้นทุนก็ไม่มาก การเรียนของเด็กก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น