Archive for the ‘การศึกษา’ Category

วิธีพัฒนาทักษะในการใช้ภาษา

ภาษา

1. ฝึกเขียน

– สิ่งที่เราเขียนสื่อความหมายที่เราต้องการหรือเปล่า

– คนอ่านจะเข้าใจอย่างชัดเจนไหม

– เราทำให้มันดูกระชับหรือถูกต้องกว่านี้ได้ไหม

2. อ่านเท่านั้น

น้องๆ ต้องหัดอ่านให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนังสือสารคดี บทความนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือลองไปอ่านกลอน อ่านกวีบ้าง จะทำให้ได้เห็นศัพท์ใหม่ ได้เห็นการเขียนที่หลากหลายอีกด้วย

3. สำรวจการพูดตัวเอง

เรื่องการพูดก็สำคัญ เมื่อน้องๆ ปรับปรุงทักษะภาษาในส่วนการเขียน การอ่านแล้ว การพูดน้องๆ ก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ จะได้พร้อมเวลาไปรายงานหน้าห้อง ไปพูดต่อหน้าคนมากๆ เช่น ลองอัดคลิปตัวเองตอนพูด แล้วลองมาดูกันว่าเรามีส่วนผิดพลาดตรงไหนบ้าง พออัดวิดิโอเสร็จแล้วเอามาดูบางทีเราก็จะได้เห็นอะไรแปลกๆ จากตัวเราด้วย อย่างการพูดติดคำประหลาดๆ อาจจะติดคำว่า “เอ่อ..” บางคนก็ติดคำอื่น เช่น “ก็ๆ” “อย่างเช่น”  “คือ” ฯลฯ ซึ่งจะกลายเป็นบุคลิคที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงต่อไป

4. ใช้พจนานุกรม-พจนานุกรมคำเหมือน

อย่างน้อยน้องๆ ต้องมีพจนานุกรมกันคนละ 1 เล่ม ลองใช้พจนานุกรมทุกครั้งที่น้องๆ เจอคำศัพท์ใหม่ๆ หาความหมาย หรือดูการสะกดคำที่ไม่แน่ใจ ส่วนพจนานุกรมคำเหมือนก็เอาไว้ใช้หาคำอื่นที่มีความหายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จะได้ไม่ต้องใช้คำซ้ำก

5. ศึกษาคำใหม่

การลองใช้พจนานุกรมในการศึกษาคำรากศัพท์ไปด้วย เช่น คำว่าภาษาศาสตร์ (philology) ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งภาษา และประวัติการพัฒนาของภาษา มาจากคำภาษากรีกโบราณว่า philos หมายถึง “เพื่อน” และคำภาษากรีก logos ซึ่งหมายถึง “ถ้อยคำ” ดังนั้นรากศัพท์ของคำว่า philology จึงหมายถึง “ความรักในถ้อยคำ” ซึ่งถ้าดูในพจนานุกรม น้องๆ ก็จะได้เห็นคำอื่นไปด้วย เช่น “การรักเพื่อนมนุษย์ (philanthropy)” “การสะสมแสตมป์ (philately)” หรือน้องๆ จะลองจากคำศัพท์ที่เห็นกันบ่อยๆ อย่างคำว่า port มีความหมายว่า ขนส่ง พอไปรวมกับคำอื่นก็มีความหมายใหม่ เช่น คำว่า import  ก็มาจาก im (ข้างใน) ก็แปลว่า นำเข้ามา ก็คือสั่งสินค้าเข้ามา หรือคำว่า export ก็มาจาก ex (ข้างนอก) ก็แปลว่า ขนออกไป ก็คือการส่งสินค้าออกนั่นเอง

9 วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นภายใน 3 เดือน

ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ได้ง่าย มันจำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ด้วยบ่อยๆ ถึงจะซึมซับและคุ้นเคยไปกับมัน ถ้าจะให้ดีการค้นหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่ไปเที่ยว ไปตามสถานที่ต่างๆ แม้แต่ที่ทำงานก็ยังจำเป็นต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ยิ่งภาษาอังกฤษด้วยแล้วเราแทบจะเห็นกันอยู่ตลอด ฉะนั้นแล้วถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษเรามี 9 วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นภายใน 3 เดือนมาฝากกัน

1.ล้างความคิดเชิงลบเกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษออกไปให้หมด –  อะไรก็ตามที่ขัดขวางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็ลบมันออกไปจากชีวิตบ้าง เพื่อที่เราจะได้อัพเกรดสกิลด้านภาษาให้ดีขึ้น ยิ่งบางเรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับภาษาอังกฤษก็ควรจะลืมให้หมด แล้วจำสิ่งใหม่ๆ เข้าไปทดแทน ความจริงแล้วภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัวอีกด้วยนะ

2.ยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อทบทวน 12 Tense ให้เข้าใจ –  เรื่อง Tense คือเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ อ่านบ่อยๆ เข้าใจแล้วก็ใช่ว่าจะใช้ถูกทุกครั้งไป บางคนเรียนมาแน่นมากๆ ก็มีจุดที่พลาดบ้างเหมือนกัน เราไม่ต้องยึดติดกับรูปประโยคมากเกินไปว่า ประธาน + กิริยา + กรรม เพียงแต่ไวยากรณ์จะแบ่งประเภทของคำให้เราดูง่ายขึ้น คล้ายกับภาษาไทยของเราเวลาจะพูดเราไม่สนใจว่าคำไหนจะอยู่ส่วนใดของประโยคนั่นเอง

3.การลงทุนให้กับการเรียนด้วยการซื้อ Dictionary –  คนส่วนใหญ่มักมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่แล้วแต่ใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าคำไหนใช้กับประโยคแบบไหนอย่างไร เราจึงหาตัวอย่างง่ายๆ จากการเปิด Dictionary ที่เป็นอังกฤษแปลเป็นอังกฤษ พร้อมตัวอย่างภายในเล่มเพื่อจะได้เห็นในหลายแง่มุมของคำศัพท์เหล่านั้น ตัว Dictionary แบบมีตัวอย่างราคาจะแพงกว่าแบบธรรมดา

4.หมั่นอ่านบทความภาษาอังกฤษบ่อยๆ อย่างน้อยครึ่งหน้า –  การอ่านบทความเพื่อรับข้อมูลเข้าสมองเป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วที่สุด โดยการอ่านจะเน้นไปที่หนังสือพิมพ์เป็นหลังเพราะมีการตรวจสอบอักษรและไวยากรณ์มาอย่างดีแล้ว พยายามอ่านอยู่เรื่อยๆ สังเกตุคำศัพท์ที่ใช้ตามรูปประโยคต่างๆ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด หากเริ่มต้นด้วยคำที่ผิดอยู่เรื่อยจนชินไปกับคำเหล่านั้นจะแก้ไขยากมาก ดังนั้นควรเลือกตัวอย่างที่ถูกต้องและนำมาใช้ให้ถูกต้อง

5.หัดฟังบทสนทนาและข่าวภาษาอังกฤษทุกวัน –  การอ่านต้องควบคู่ไปกับการฟังเสียง จะช่วยเราได้มากในเรื่องความเป็นธรรมชาติของการออกเสียง คำแต่ละคำในแต่ละรูปประโยคเวลาพูดจะออกเสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน ความช้าเร็วของการพูดออกมาก็เช่นกัน หากเราฟังเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นชาวอินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ก็ยังเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เพราะการที่เราฟังทุกวันมันซึบซับได้รวดเร็วและถูกต้องนั่นเอง

 

6.ถึงเวลาเขียนภาษาอังกฤษบ่อยๆ เพิ่มทักษะตนเอง –  การเขียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เห็นผลใกล้เคียงกับการพูดเลย ต่างกันที่การเขียนจะมีเวลาให้เราได้ไตร่ตรองคำที่จะใช้ได้นานหน่อย หากเป็นไปได้ให้แนะนำให้คนที่เก่งภาษามาช่วยตรวจดูจะดีมากๆ เพราะเขาสามารถกรองคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เราเขียนได้ ถึงแม้จะผิดแต่หากเขียนเป็นประจำรับรองว่าเราจะเห็นผลที่ดีขึ้นได้ชัดเจนมากเลยละ

7.ฝึกพูดหน้ากระจก หรือ พูดให้ตัวเองฟังเป็นประจำ –  การพูดให้ตัวเองฟังไม่ได้หมายความว่าเราบ้านะ แต่เป็นการฝึกภาษาและความมั่นใจให้กับตัวเองก่อนไปพูดกับคนอื่นจริง ยิ่งตอนเจอกับชาวต่างชาติเราอาจจะลนลาน พูดติดอ่างก็เป็นได้ การพูดกับตัวเองช่วยให้การพูดของเราเป็นธรรมชาติมากขึ้นและเสริมความมั่นใจ เมื่อฝึกบ่อยขึ้นจะเพิ่มความเร็วให้กับการแปลในใจจนเป็นเรื่องปกติ โดยไม่ต้องใช้เวลามากเหมือนช่วงแรกที่ต้องแปลแล้วเรียบเรียงก่อนตอบ

8.ฝึกทักษะทั้ง 4 ด้านเป็นประจำติดต่อกัน –  หลายคนที่ผ่านการเรียนในชั้นเรียนจนถึงวัยทำงาน บางคนพูดมาเป็น 10 ปีก็ยังไม่สามารถพูดได้ ฟังแล้วบางครั้งไม่เข้าใจ เหตุผลง่ายๆ คือ เราไม่ได้ฝึกฝนมากพอจนภาษาอังกฤษซึมซับเข้าไป จนก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมา เมื่อฟังแล้วตอบได้ทันที วิธีแก้ที่ง่ายมากด้วยการฝึกทุกวันเท่าที่จะทำได้

9.เมื่อฟัง พูด อ่าน เขียน คล่องแล้วอย่าทิ้งไว้นานเกินไป –  ด้วยความที่เราฝึกฝนมานานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ เป็นปี แล้วเกิดทิ้งช่วงไม่ได้ใช้งานมันเมื่อไร ความรู้ทางภาษาจะค่อยๆ ลดถอยลงไปจนหมด เท่ากับที่เรียนรู้มาสูญหายหมด ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะห่างไปนานเท่าไร ควรนำมันกลับมาทำเป็นกิจวัตรให้ได้ การฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นปัจจัยที่ทำให้เราเข้าใจภาษาที่ 2 ได้ดีที่สุด