วิธีพัฒนาทักษะในการใช้ภาษา

ภาษา

1. ฝึกเขียน

– สิ่งที่เราเขียนสื่อความหมายที่เราต้องการหรือเปล่า

– คนอ่านจะเข้าใจอย่างชัดเจนไหม

– เราทำให้มันดูกระชับหรือถูกต้องกว่านี้ได้ไหม

2. อ่านเท่านั้น

น้องๆ ต้องหัดอ่านให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนิยาย หนังสือสารคดี บทความนิตยสาร หนังสือพิมพ์ หรือลองไปอ่านกลอน อ่านกวีบ้าง จะทำให้ได้เห็นศัพท์ใหม่ ได้เห็นการเขียนที่หลากหลายอีกด้วย

3. สำรวจการพูดตัวเอง

เรื่องการพูดก็สำคัญ เมื่อน้องๆ ปรับปรุงทักษะภาษาในส่วนการเขียน การอ่านแล้ว การพูดน้องๆ ก็สามารถปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ จะได้พร้อมเวลาไปรายงานหน้าห้อง ไปพูดต่อหน้าคนมากๆ เช่น ลองอัดคลิปตัวเองตอนพูด แล้วลองมาดูกันว่าเรามีส่วนผิดพลาดตรงไหนบ้าง พออัดวิดิโอเสร็จแล้วเอามาดูบางทีเราก็จะได้เห็นอะไรแปลกๆ จากตัวเราด้วย อย่างการพูดติดคำประหลาดๆ อาจจะติดคำว่า “เอ่อ..” บางคนก็ติดคำอื่น เช่น “ก็ๆ” “อย่างเช่น”  “คือ” ฯลฯ ซึ่งจะกลายเป็นบุคลิคที่ไม่ดี เป็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงต่อไป

4. ใช้พจนานุกรม-พจนานุกรมคำเหมือน

อย่างน้อยน้องๆ ต้องมีพจนานุกรมกันคนละ 1 เล่ม ลองใช้พจนานุกรมทุกครั้งที่น้องๆ เจอคำศัพท์ใหม่ๆ หาความหมาย หรือดูการสะกดคำที่ไม่แน่ใจ ส่วนพจนานุกรมคำเหมือนก็เอาไว้ใช้หาคำอื่นที่มีความหายเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน จะได้ไม่ต้องใช้คำซ้ำก

5. ศึกษาคำใหม่

การลองใช้พจนานุกรมในการศึกษาคำรากศัพท์ไปด้วย เช่น คำว่าภาษาศาสตร์ (philology) ซึ่งหมายถึง ศาสตร์แห่งภาษา และประวัติการพัฒนาของภาษา มาจากคำภาษากรีกโบราณว่า philos หมายถึง “เพื่อน” และคำภาษากรีก logos ซึ่งหมายถึง “ถ้อยคำ” ดังนั้นรากศัพท์ของคำว่า philology จึงหมายถึง “ความรักในถ้อยคำ” ซึ่งถ้าดูในพจนานุกรม น้องๆ ก็จะได้เห็นคำอื่นไปด้วย เช่น “การรักเพื่อนมนุษย์ (philanthropy)” “การสะสมแสตมป์ (philately)” หรือน้องๆ จะลองจากคำศัพท์ที่เห็นกันบ่อยๆ อย่างคำว่า port มีความหมายว่า ขนส่ง พอไปรวมกับคำอื่นก็มีความหมายใหม่ เช่น คำว่า import  ก็มาจาก im (ข้างใน) ก็แปลว่า นำเข้ามา ก็คือสั่งสินค้าเข้ามา หรือคำว่า export ก็มาจาก ex (ข้างนอก) ก็แปลว่า ขนออกไป ก็คือการส่งสินค้าออกนั่นเอง

9 วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นภายใน 3 เดือน

ภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ได้ง่าย มันจำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ด้วยบ่อยๆ ถึงจะซึมซับและคุ้นเคยไปกับมัน ถ้าจะให้ดีการค้นหาความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่ไปเที่ยว ไปตามสถานที่ต่างๆ แม้แต่ที่ทำงานก็ยังจำเป็นต้องใส่ใจทุกรายละเอียด ยิ่งภาษาอังกฤษด้วยแล้วเราแทบจะเห็นกันอยู่ตลอด ฉะนั้นแล้วถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษเรามี 9 วิธีการเรียนภาษาอังกฤษให้เป็นภายใน 3 เดือนมาฝากกัน

1.ล้างความคิดเชิงลบเกี่ยวกับ ภาษาอังกฤษออกไปให้หมด –  อะไรก็ตามที่ขัดขวางการเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็ลบมันออกไปจากชีวิตบ้าง เพื่อที่เราจะได้อัพเกรดสกิลด้านภาษาให้ดีขึ้น ยิ่งบางเรื่องที่ไม่ดีเกี่ยวกับภาษาอังกฤษก็ควรจะลืมให้หมด แล้วจำสิ่งใหม่ๆ เข้าไปทดแทน ความจริงแล้วภาษาอังกฤษไม่ได้น่ากลัวอีกด้วยนะ

2.ยอมเสียเวลามากขึ้นเพื่อทบทวน 12 Tense ให้เข้าใจ –  เรื่อง Tense คือเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ อ่านบ่อยๆ เข้าใจแล้วก็ใช่ว่าจะใช้ถูกทุกครั้งไป บางคนเรียนมาแน่นมากๆ ก็มีจุดที่พลาดบ้างเหมือนกัน เราไม่ต้องยึดติดกับรูปประโยคมากเกินไปว่า ประธาน + กิริยา + กรรม เพียงแต่ไวยากรณ์จะแบ่งประเภทของคำให้เราดูง่ายขึ้น คล้ายกับภาษาไทยของเราเวลาจะพูดเราไม่สนใจว่าคำไหนจะอยู่ส่วนใดของประโยคนั่นเอง

3.การลงทุนให้กับการเรียนด้วยการซื้อ Dictionary –  คนส่วนใหญ่มักมีความรู้เกี่ยวกับศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่แล้วแต่ใช้ไม่เป็น ไม่รู้ว่าคำไหนใช้กับประโยคแบบไหนอย่างไร เราจึงหาตัวอย่างง่ายๆ จากการเปิด Dictionary ที่เป็นอังกฤษแปลเป็นอังกฤษ พร้อมตัวอย่างภายในเล่มเพื่อจะได้เห็นในหลายแง่มุมของคำศัพท์เหล่านั้น ตัว Dictionary แบบมีตัวอย่างราคาจะแพงกว่าแบบธรรมดา

4.หมั่นอ่านบทความภาษาอังกฤษบ่อยๆ อย่างน้อยครึ่งหน้า –  การอ่านบทความเพื่อรับข้อมูลเข้าสมองเป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วที่สุด โดยการอ่านจะเน้นไปที่หนังสือพิมพ์เป็นหลังเพราะมีการตรวจสอบอักษรและไวยากรณ์มาอย่างดีแล้ว พยายามอ่านอยู่เรื่อยๆ สังเกตุคำศัพท์ที่ใช้ตามรูปประโยคต่างๆ เพื่อรับข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด หากเริ่มต้นด้วยคำที่ผิดอยู่เรื่อยจนชินไปกับคำเหล่านั้นจะแก้ไขยากมาก ดังนั้นควรเลือกตัวอย่างที่ถูกต้องและนำมาใช้ให้ถูกต้อง

5.หัดฟังบทสนทนาและข่าวภาษาอังกฤษทุกวัน –  การอ่านต้องควบคู่ไปกับการฟังเสียง จะช่วยเราได้มากในเรื่องความเป็นธรรมชาติของการออกเสียง คำแต่ละคำในแต่ละรูปประโยคเวลาพูดจะออกเสียงสูงต่ำไม่เท่ากัน ความช้าเร็วของการพูดออกมาก็เช่นกัน หากเราฟังเป็นประจำไม่ว่าจะเป็นชาวอินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ก็ยังเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เพราะการที่เราฟังทุกวันมันซึบซับได้รวดเร็วและถูกต้องนั่นเอง

 

6.ถึงเวลาเขียนภาษาอังกฤษบ่อยๆ เพิ่มทักษะตนเอง –  การเขียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เห็นผลใกล้เคียงกับการพูดเลย ต่างกันที่การเขียนจะมีเวลาให้เราได้ไตร่ตรองคำที่จะใช้ได้นานหน่อย หากเป็นไปได้ให้แนะนำให้คนที่เก่งภาษามาช่วยตรวจดูจะดีมากๆ เพราะเขาสามารถกรองคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เราเขียนได้ ถึงแม้จะผิดแต่หากเขียนเป็นประจำรับรองว่าเราจะเห็นผลที่ดีขึ้นได้ชัดเจนมากเลยละ

7.ฝึกพูดหน้ากระจก หรือ พูดให้ตัวเองฟังเป็นประจำ –  การพูดให้ตัวเองฟังไม่ได้หมายความว่าเราบ้านะ แต่เป็นการฝึกภาษาและความมั่นใจให้กับตัวเองก่อนไปพูดกับคนอื่นจริง ยิ่งตอนเจอกับชาวต่างชาติเราอาจจะลนลาน พูดติดอ่างก็เป็นได้ การพูดกับตัวเองช่วยให้การพูดของเราเป็นธรรมชาติมากขึ้นและเสริมความมั่นใจ เมื่อฝึกบ่อยขึ้นจะเพิ่มความเร็วให้กับการแปลในใจจนเป็นเรื่องปกติ โดยไม่ต้องใช้เวลามากเหมือนช่วงแรกที่ต้องแปลแล้วเรียบเรียงก่อนตอบ

8.ฝึกทักษะทั้ง 4 ด้านเป็นประจำติดต่อกัน –  หลายคนที่ผ่านการเรียนในชั้นเรียนจนถึงวัยทำงาน บางคนพูดมาเป็น 10 ปีก็ยังไม่สามารถพูดได้ ฟังแล้วบางครั้งไม่เข้าใจ เหตุผลง่ายๆ คือ เราไม่ได้ฝึกฝนมากพอจนภาษาอังกฤษซึมซับเข้าไป จนก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมา เมื่อฟังแล้วตอบได้ทันที วิธีแก้ที่ง่ายมากด้วยการฝึกทุกวันเท่าที่จะทำได้

9.เมื่อฟัง พูด อ่าน เขียน คล่องแล้วอย่าทิ้งไว้นานเกินไป –  ด้วยความที่เราฝึกฝนมานานเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือ เป็นปี แล้วเกิดทิ้งช่วงไม่ได้ใช้งานมันเมื่อไร ความรู้ทางภาษาจะค่อยๆ ลดถอยลงไปจนหมด เท่ากับที่เรียนรู้มาสูญหายหมด ฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะห่างไปนานเท่าไร ควรนำมันกลับมาทำเป็นกิจวัตรให้ได้ การฟัง พูด อ่าน เขียน เป็นปัจจัยที่ทำให้เราเข้าใจภาษาที่ 2 ได้ดีที่สุด

แนะนำ 10 วิธีสุดเจ๋ง เรียนภาษาอังกฤษให้เก่งได้ด้วยตัวเอง

best-way-to-practice-english-300x159

ปัจจุบันนี้ ภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการที่เราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ย่อมทำให้ได้เปรียบคนอื่นๆ วันนี้เราจึงมีข้อมูลมาแนะนำกับ 10 วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับใครไม่รู้จะฝึก เรียนภาษาอังกฤษ อย่างไร ให้เข้าใจ

  1. ตามอ่านอะไรที่เราสนใจ

ตอนเด็กๆหลายคนอาจจะไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะโดนครูบังคับให้อ่านเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่ลองเริ่มอ่านเรื่องที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน กีฬา ดนตรี ข่าวซุบซิบดาราฝรั่ง หรือมุมขำๆในหนังสือพิมพ์ จำไว้เลยว่าไม่มีอะไรไร้สาระ เพราะเรากำลังเรียนรู้อยู่

  1. ฟังวิทยุให้ชิน

การฟังวิทยุนั้นจะช่วยให้เราได้ฟังทั้งเสียงคนพูด รวมถึงเสียงร้องเพลง เป็นการฝึกหูในชินกับภาษาในหลายๆรูปแบบอีกวิธีหนึ่งด้วย

  1. ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทย

การฝึกภาษาอังกฤษให้เข้าใจนั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องอ่านหรือฟังแล้วแปลเป็นภาษาไทย อาจจะสงสัยว่าไม่แปลเป็นไทยแล้วจะเข้าใจยังไง การไม่พยายามแปลเป็นไทยจะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย

  1. แปะกระดาษโน้ตบนสิ่งของต่างๆ

วิธีนี้จะเหมือนการเอาข้าศึกมาล้อมเมือง การแปะชื่อสิ่งของต่างๆที่เราใช้เป็นภาษาอังกฤษ ช่วยทำให้ชีวิตได้คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้น และเป็นการฝึกอ่านฝึกความเข้าใจไปในตัวด้วย

  1. ดูทีวีและภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ

การดูภาพ ฟังเสียง และอ่านซับไตเติ้ลภาษาไทยไปพร้อมๆกัน ช่วยฝึกประสาทการรับรู้ในหลายๆช่องทาง ซึ่งต่อไปก็สามารถเปลี่ยนจากซับไทย เป็นซับอังกฤษ ไปจนถึงขั้นปิดซับได้ในท้ายที่สุด

  1. เล่นเกมที่ใช้คำภาษาอังกฤษบ่อยๆ

สมัยนี้มีเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน เราจึงสามารถหาแอพพลิเคชั่นเกมภาษาอังกฤษ เช่น Crosswords มาเล่นแก้เบื่อในยามว่างได้ ทีนี้ก็ลองเปลี่ยนจากแชทไลน์มาเป็นเล่นเกมแนวนี้แทน จะช่วยพัฒนาได้อีกทาง

  1. ใช้คำต่างๆเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น

 

วิธีนี้หลายคนอาจจะมองดูว่ากระแดะหรือเปล่า? จริงๆแล้วเป็นเพียงการใช้คำให้ถูกกับภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยพยายามพูดอังกฤษบ่อยๆในศัพท์ที่ใช้ได้ เช่นเปลี่ยนคำว่ามือถือ เป็น Smart Phone เปลี่ยนคำว่า นาฬิกาปลุก เป็น Alarm เป็นต้น

  1. ทำลิสต์ต่างๆให้เป็นภาษาอังกฤษ

ขั้นตอนนี้อาจจะลำบากในตอนแรก แต่ถ้าเราลองลิสต์ต่างๆให้เป็นอังกฤษจะช่วยเราให้คุ้นเคยได้มากขึ้น อย่างเช่น ลิสต์กิจกรรมที่ต้องทำพรุ่งนี้ ลิสต์ตารางไปเที่ยวพักผ่อน หรือลิสต์ของที่ต้องซื้อเข้าบ้าน ให้เป็นภาษาอังกฤษซะ

  1. ลงทุนซื้อ Dictionary ดีๆสักเล่ม

นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า แม้จะมีราคาค่อนข้างแพงไปบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราสามารถเข้าใจและพัฒนาภาษาไปได้ดีกว่า (สำหรับคนทุนน้อยจริงๆ ข้อนี้อาจจะข้ามไปได้บ้าง)

  1. เราชอบอะไร ทำสิ่งนั้นเป็นภาษาอังกฤษ

ความชอบ ความรัก มันทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้อย่างมีความสุขและไม่น่าเบื่อ ถ้าชอบทำอาหาร ก็เปลี่ยนเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าชอบเล่นกีฬาหรือดนตรี ก็ดาวน์โหลดวิดีโอการฝึกซ้อมแบบภาษาอังกฤษมาดู ถ้าชอบเล่นเกมก็ฝึกอ่านคู่มือเกมภาษาอังกฤษ เราก็จะหลงรักมันโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

 

 

ภาษาอังกฤษ เข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนไม่น้อย

ในสังคมโลกปัจจุบัน คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลของโลกที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และเข้ามามีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนไม่น้อย จากอิทธิพลของความก้าวไกลทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ส่งผลให้ภาษาอังกฤษยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร การศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย รวมถึงการประกอบอาชีพ

หลักสูตรการศึกษาระดับขั้นการศึกษาพื้นฐาน ไม่ได้มองข้ามความสำคัญและความจำเป็นของภาษาอังกฤษ มีการกำหนดให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่เป็นสาระการเรียนรู้พื้นฐานซึ่งนักเรียนทุกคนต้องได้เรียนรู้ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการฟัง พูด อ่าน เขียน เข้าใจความแตกต่างของภาษา การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และสามารถสื่อสารกับชาวชาติได้ รวมทั้งช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงองค์ความรู้ต่าง ๆ ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนได้ง่ายและกว้างขึ้น ในขณะที่ภาษาต่างประเทศอื่น ๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี เป็นต้น สถานศึกษาสามารถจัดสอนได้ตามความเหมาะสมโดยให้อยู่ในดุลพินิจ

จะเห็นว่าได้ว่าในบ้านเรา แม้รัฐบาลบังคับให้ทุกคนเรียนภาษาอังกฤษอยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ก็ยังมีคนไทยจำนวนมากที่พูดภาษาอังกฤษ หรือไม่สามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่รวมเวลาในการเรียนภาษาอังกฤษแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 10 ปี หรือแม้แต่ผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือแม้กระทั่งปริญญาโทยังมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้

เมื่อประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งสมาชิกที่กำลังจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้ ภาษาอังกฤษยิ่งทบทวีความสำคัญและความจำเป็นมากขึ้น คงถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการวางแผนและเตรียมพร้อมพัฒนาเด็ก เยาวชน และคนไทยให้มีคุณภาพและมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สังคมคาดหวัง ครูผู้สอนซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญในการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาสังคม ต้องมีการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ใฝ่ศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา แสวงหาเทคนิควิธีสอนใหม่ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย และผู้บริหารต้องให้ความสำคัญพร้อมสนับสนุนกระบวนการจัดการเรียนการสอนในการเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญของภาษาประจำชาติและภาษาต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ในสังคมอาเซียนและเวทีโลกต่อไป

การศึกษาและเรียนรู้ภาษาอังกฤษในการสมัครงาน

ไม่ว่าเราจะสัมภาษณ์งานไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เราก็ไม่มีวันคุ้นเคยกับมัน เราจะยังคนรู้สึกตื่นเต้นเสมอ เหมือนกับว่าทุกครั้งที่เราไปสัมภาษณ์งาน เราจะประหม่าเมื่อต้องไปสัมภาษณ์งาน หรือต้องพูดคุยกับนายจ้างเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นโอกาสอันดี แต่ก็เป็นเรื่องยากที่เราจะควบคุมความวิตกกังวลนั้นไว้ได้ และความรู้สึกนั้นจะมีมากยิ่งขึ้น เมื่อเราต้องสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ

เมื่อไรก็ตามที่เราต้องสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ เราจะรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิมเป็นสองเท่า การพูดติด ๆ ขัด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราทำให้มันผ่านพ้นไปได้ และทำให้การสัมภาษณ์งานครั้งนี้ออกมาประสบความสำเร็จไม่ต่างจากการสัมภาษณ์งานครั้งอื่น ๆ หลายคนจะรู้สึกกลัวว่าการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษจะยากกว่าภาษาไทย แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก เพียงแต่ต้องอาศัยการเตรียมตัวให้มากขึ้น

การสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษให้ประสบความสำเร็จ จะไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป หากเรามีการเตรียมความพร้อม ทั้งทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ และการเตรียมข้อมูลก่อนเริ่มสัมภาษณ์งาน ทั้งสองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องมาพร้อม ๆ กัน เพื่อให้การสัมภาษณ์ออกมาได้ดี และเทคนิคการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษต่อไปนี้ จะช่วยให้คนหางานสามารถสร้างความประทับใจในวันสัมภาษณ์งานได้อย่างเป็นมืออาชีพ หากรู้จักนำไปปรับใช้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม

เตรียมข้อมูลก่อนการสัมภาษณ์งาน

การเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง จะช่วยให้เราสามารถไปสัมภาษณ์งานได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ยิ่งเราเตรียมตัว และมีความพร้อมมากเท่าไร เราก็จะรู้สึกประหม่าและตื่นเต้นน้อยลง ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าบริษัท ตำแหน่งงานที่เราสมัคร ผู้ที่มาสัมภาษณ์เรานั้น มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เราต้องเรียนรู้ว่าบริษัทนี้มีเบื้องหลัง และอนาคตดีมากน้อยแค่ไหน

เมื่อเราเรียนรู้ข้อมูลต่าง ๆ ของบริษัทมาเป็นอย่างดีในระดับหนึ่งแล้ว การต้องตอบคำถาม หรือถามคำถามในช่วงการสัมภาษณ์งาน เราจะไม่รู้สึกประหม่า เมื่อไม่รู้สึกประหม่า เราก็จะไม่พูดภาษาอังกฤษที่จับใจความไม่ได้ หรือพูดภาษาอังกฤษที่ไม่สามารถทำความเข้าใจได้ หลายคนรู้สึกว่าการสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยาก เพราะเขามีข้อมูลไม่มากพอ และไม่ได้ฝึกฝนการตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษมา เมื่อจะต้องตอบคำถาม ก็ทำให้นึกไม่ออกว่าควรจะพูดออกมาด้วยรูปประโยคอย่างไร จนท้ายที่สุด ก็ทิ้งโอกาสที่ดีในการสัมภาษณ์งานให้หลุดลอยออกไป

ฝึกซ้อมภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

หลาย ๆ บริษัทเลือกที่จะสัมภาษณ์งานเป็นภาษาอังกฤษ เพราะอยากรู้ว่าคนที่มาสัมภาษณ์ว่าสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีในระดับใด เหมือนอย่างที่เขียนไว้ในเรซูเม่หรือไม่ เพราะบางคนเขียนมาในเรซูเม่ว่าสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อนำมาใช้งานจริงกลับไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่นายจ้างคาดหวังไว้

การสัมภาษณ์งานมักมาพร้อมกับความตื่นเต้น และแน่นอนว่าความตื่นเต้นนั้น เป็นเรื่องที่ห้ามกันได้ยาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะจัดการไม่ได้เสียเลย การได้ฝึกฝนพูดประโยคภาษาอังกฤษที่จำเป็นต้องใช้ในวันสัมภาษณ์งานบ่อย ๆ จะช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น และสามารถตอบคำถามได้ดีขึ้น