ภาษาอังกฤษมันกลายเป็นภาษาที่ซึมซับเข้าไปในกับชีวิตประจำวันไปแล้ว

ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาอังกฤษนั้นสำคัญจริงหรือ ก็ต้องบอกว่า สำคัญซึ่งถ้าพูดแบบนี้ก็อาจจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวันมีความจำเป็นอย่างมากเรียกได้ ว่ามันแทบจะซึมซับเข้าไปกับชีวิตประจำวันแล้วก็ว่าได้ ถึงกับมีคำพูด ว่าถ้าที่ไหนไม่มีภาษาอังกฤษที่นั่นถือว่าเชยค่อนข้างสุดๆ แล้ว ภาษาอังกฤษมันมีความสำคัญและมีอิทธิพลกับเรามากน้อยเพียงใด ทั้งๆที่มันไม่ใช่ภาษาแม่ของเราซะหน่อย ก็ต้องตอบว่ามันสำคัญจริงๆไม่ว่าเราจะเดินไปตรงไหนคำศัพท์ภาษาอังกฤษมันแทบ จะอยู่รอบๆตัวเราไปหมด เลยก็ว่าได้และก็มีคนบางส่วนที่เหมือนกับว่าจำเป็นหรือจำใจต้องใช้ภาษาอังกฤษ ลองมาพิจารณาดูว่าคนเหล่านั้นเค้าจะให้เหตุผลกับการที่จะต้องเรียนภาษา อังกฤษกันว่าอย่างไร ก็มีหลายคนไม่ใช่น้อยเลยก็ว่าได้ ที่นึกหาเหตุผลมาตอบตัวเองหรือตอบคนรอบข้างที่ถามไม่ออกเลยว่าทำไมตัวเองจะ ต้องมานั่งเรียนภาษาอังกฤษแล้วมันสำคัญจริงหรือ แต่จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมานั่งเรียนภาษาอังกฤษอยู่ดี

ก็อย่างที่บอกไปแล้วในข้างต้นว่าภาษาอังกฤษมันกลายเป็นภาษาที่ซึมซับเข้าไปในกับชีวิตประจำวันไปแล้ว มันก็จะเกิดคำถามขึ้นมากับคนบางคนว่าแล้ว “ทำไม ทำไม”ต้องเรียนภาษาอังกฤษถ้าได้คำศัพท์เยอะมากพอ แล้วเดี๋ยวก็สามารถพูดได้เอง โต้ตอบกับฝรั่งได้เองเวลาที่ฝรั่งถาม นั่นมันก็อาจจะใช่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดนั้นจะถูกต้องที่สุด หรือบางคนอาจจะคิดในทางกลับกันว่าควรจะได้คำศัพท์มากๆ การที่ได้คำศัพท์เยอะเป็นข้อดีและได้เปรียบมากนั่นคือสิ่งที่เข้าใจถูกต้อง เหมือนกัน ถูกต้องในขั้นพื้นฐาน แต่ลองนึกภาพตามคำพูดต่อไปนี้ดู เช่นเวลาที่เรายังเด็กๆ กำลังเริ่มที่จะหัดพูดสิ่งแรกเลยที่มีความสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆเลยก็คือการ เริ่มพูดได้ทีละคำ

การฝึกพูดภาษาอังกฤษให้เก่งด้วยตัวเอง

ทำอย่างไรถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยครั้ง แต่กี่ครั้งที่คำถามนี้จะมีคำตอบ หรือมีการสานต่อประประโยคให้เป็นการกระทำอันเกิดผลลัพธ์เราจะมาดูกันว่าหากต้องการฝึกหรือพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเราจะมีวิธีการหรือขั้นตอนที่เราสามารถฝึกได้เองอย่างไรบ้าง

บางคนบอกตัวเองว่าเราไม่ค่อยฉลาด เรียนไม่ค่อยเก่ง ไม่มีหัวด้านภาษาคงพูดไม่ได้หรอก หรือคงใช้เวลาเรียนอีกนาน เบื้องต้นผู้เรียนพึงรู้ไว้ก่อนว่าการที่จะสามารถพูดภาษาใดๆได้ไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาดของบุคคล เพราะทุกๆคนสามารถพูดได้แน่ๆอยู่แล้วหนึ่งภาษาถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะไม่ฉลาดเลยก็ตาม นั่นเป็นผลมาจากการที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมของการใช้ภาษานั้นๆและเกิดการเอาตัวรอดท่ามกลางการใช้ภาษา สุดท้ายเราก็จะพูดภาษานั้นได้ ยกตัวอย่างคนที่ไปเรียนต่างประเทศบางคนยังติดเพื่อนคนไทย ไปไหนมาไหนจะทำอะไรก็ต้องเกาะกลุ่มเพื่อนคนไทยไว้ก่อน ผลลัพธ์คือพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่คล่องตามที่ควรจะได้จากการไปอยู่ต่างประเทศ แต่คนที่เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งวันจะทำให้การรับรู้ การพูด การคิด การตอบสนองต่อภาษาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานเขาเหล่านั้นก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นการพูดภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้

การพูดภาษาอังกฤษได้ในคำจำกัดความของผู้เขียนคือ การที่เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามของสมองหรือใช้ให้น้อยที่สุด ที่เหลือคือความเป็นอัตโนมัติและความเป็นธรรมชาติ

ข้อควรปฎิบัติสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
1. พยายามอย่ากังวลเรื่องแกรมม่า (Grammar) เพราะแกรมม่าคืออุปสรรค์ตัวฉกาจของการพูด มันจะฉุดเราให้พูดได้ช้าลง เพราะการที่เรามัวแต่คิดเรื่องความถูกต้องของโครงสร้างประโยคเราจะประมวลผลไม่ทัน อาจทำให้ไม่ได้พูดเนื่องจากอีกฝ่ายพูดเรื่องอื่นไปแล้ว การคำนึงถึงหลักแกรมม่าจะทำให้เราเกิดการกลัวความผิดพลาดสุดท้ายจะเกิดอาการอายและกลัวที่จะพูดออกมา ดังนั้นเวลาพูดควรอาศัยความเคยชินของประโยค แล้วหากไม่เคยพูดจะเอาความเคยชินมาจากไหน ความเคยชินจะเกิดจากการฝึกตามบทความตอนที่แล้วคือการอ่านและการฟัง หากเราอ่านและฟังบ่อยๆ ดูหนังบ่อยๆ อ่่านหรือดูสารคดี หรือ YouTube ที่มีการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษบ่อยๆจะทำให้เราคุ้นชินกับการใช้ประโยค หรือคำศัพท์ต่างๆ ถ้าเราได้ลองฝึกพูดตามสิ่งที่เราได้ยินหรือได้อ่านจะทำให้เราพูดได้แบบเป็นธรรมชาติมากกว่าต้องมานั่งคิดว่าประโยคประมาณนี้กาลเวลานี้ต้องใช้โครงสร้างประโยคใดเรียงอย่างไรผันกริยาอย่างไร
2. เวลาจำศัพท์ให้จำเป็น วลี (Phrase) หรือ ประโยค (Sentence) อย่าพยายามจำเป็นคำ (Word) บางทีเราทราบความหมายของคำศัพท์แต่พอถึงเวลาพูดกลับไม่รู่ว่าศัพท์คำนี้ใช้อย่างไร หรือใช้ในกรณีไหน ดังนั้นเวลาเปิดศัพท์หรือจำศัพท์แนะนำให้จำมาเป็นวลีหรือประโยคเลย ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เราเจอประโยคที่บอกว่า “I am so sick of being sick” ส่วนมากหากเราไม่รู้ความหมายของคำว่า Sick เราก็จะเปิดหาและพบว่าความหมายคือป่วย แต่หากเราจำและฝึกพูดทั้งประโยคเราจะรู้ว่า sick สองตัวในประโยคมีความแตกต่างกันเล็กน้อย sick ตัวแรกความหมายจะแอกแนว เบื่อ หงุดหงิด ทนไม่ไหว โดยทั้งประโยคจะมีความหมายประมารว่า “ฉันเบื่อมากกับการเจ็บป่วย” เป็นต้น
3. พยายามไม่แปลหรือถอดคำจากไทยเป็นอังกฤษ และพยายามเรียนรู้สำนวน (Idiom)ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างหนึ่งประโยคที่เคยได้ยินมา หยิงสาวต้องการบอกกับแฟนหนุ่มว่าสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไปเขาแค่พูดเล่นๆ หรือล้อเล่น หญิงสาวพูดอย่างมั่นใจว่า “I speak play play” พร้อมกับหัวเราะชอบใจ แฟนหนุ่มยืนงงและไม่รู้ว่าแฟนสาวกำลังบอกอะไร ในสถานการณ์นี้หากเรารู้ว่าการล้อเล่น หรือพูดเล่นๆ ใช้สำนวนที่ว่า I am (just) kidding หรือ I am joking เราก็จะสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง
4. พยายามแวดล้อมตัวเองด้วยการพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด หากเราไม่ทำเช่นนี้เราก็จะไม่มีโอกาสได้ฝึกพูดเลย ถึงแม้ว่าจะฝึกอ่านและฟังมากแค่ไหนหากปราศจากการฝึกและทดลองพูดแล้วย่อมไม่สามารถพูดได้ พยายามหาเพื่อนชาวต่างชาติหรือเข้ากลุ่มที่มีชาวต่างชาติ หากิจกรรมยามว่างทำเพื่อให้ได้มีโอกาสพูดคุย หากหาเพื่อนต่างชาติไม่ได้จริงๆอาจจะลองตั้งกฏกับเพื่อนที่กำลังฝึกภาษาเหมือนกันว่าในหนึ่งชั่วโมงถัดไปให้ทั้งสองฝ่ายสนทนาเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น วิธีนี้จะดีตรงที่ว่าเราจะไม่เขิลอายและกล้าพูดมากกว่า แต่อาจจะไม่ดีตรงที่เวลาเราพูดผิดอาจจะไม่มีคนแก้ไขให้ หรือไม่ได้เรียนรู้ประโยคอันหลากหลายที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาโดยตรง

การเรียนรู้ภาษาอังกฤษในวัยเด็กก็จะเริ่มจากดนตรี

การฝึกภาษาอังกฤษ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกยุคปัจจุบันและอนาคต ภาษาอังกฤษจะมีบทบาทสำคัญและสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการรู้ภาษาย่อมทำให้ได้เปรียบนั่นเอง

สำหรับเด็กๆในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษก็จะเริ่มจากดนตรี Head shoulder knees and toes, knees and toes คุณพ่อคุณแม่คงคุ้นเคยกับเพลงนี้ดีใช่ไหมคะ ถ้างั้นลองร้องเพลงนี้แล้วลองดูสิคะว่าเด็กๆ จะทำอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงนี้ รับรองได้เลยค่ะว่าเด็กๆ จะต้องร้องตามและลุกขึ้นมาจับหัว จับไหล่ และจับเข่าของตัวเองอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะว่าเพลง และดนตรีมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาความจำของเด็กค่ะ

ความจำเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถทางสติปัญญา เป็นความสามารถในการเก็บสิ่งที่เรียนรู้ ไว้ในระยะเวลานาน และสามารถเรียกกลับมาใช้ได้ ซึ่งวิธีการเรียนรู้ของเด็กนั้นจำเป็นต้องอาศัย ความจำเป็นพื้นฐาน อย่างการเรียนรู้คำศัพท์ของเด็ก เด็กต้องอาศัยกระบวนการจำเพื่อเก็บรวบรวมคำศัพท์ต่างๆ ไว้ในความจำของตนเอง ส่วนการฟังเพลง ร้องเพลง และเล่นเครื่องดนตรี เด็กจะต้องใช้ความจำ เพื่อจดจำ เนื้อร้องทำนอง และจังหวะของเพลงแต่ละเพลง ดังนั้นการใช้เพลง และดนตรีจะสามารถช่วยส่งเสริมภาษาให้แก่เด็ก ทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เหมาะสมกับธรรมชาติของเด็ก และที่สำคัญทำให้เด็กเรียนรู้และเปิดรับสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าการเรียนรู้ในหลักวิชาการแต่เพียงอย่างเดียว

จากที่กล่าวมาข้างต้น เป็นหนึ่งวิธีการที่สามารถนำไปใช้เพื่อช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านเพลงและดนตรีได้ โดยการจดจำเนื้อร้อง ทำนองและจังหวะ การส่งเสริมเด็กให้เกิดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้ในรูปแบบที่หลากหลาย สนุกสนาน และเหมาะสมกับธรรมชาติของเด็ก เพราะการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไป การส่งเสริมเด็กอย่างครอบคลุมทุกรูปแบบการเรียนรู้ จะช่วยให้เกิดโอกาสในการพัฒนาเด็กได้อย่างเต็มศักยภาพค่ะ

แนะนำ 10 วิธีสุดเจ๋ง ในการเรียนภาษาอังกฤษให้เก่งได้ด้วยตัวเอง


ปัจจุบันนี้ ภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการที่เราสามารถสื่อสารภาษาอักฤษได้ ย่อมทำให้ได้เปรียบคนอื่นๆ วันนี้เราจึงมีข้อมูลมาแนะนำกับ 10 วิธีการฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเอง ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะยากเกินไปสำหรับใครไม่รู้จะฝึก เรียนภาษาอังกฤษ อย่างไร ให้เข้าใจ

1. ตามอ่านอะไรที่เราสนใจ
ตอนเด็กๆหลายคนอาจจะไม่ชอบภาษาอังกฤษ เพราะโดนครูบังคับให้อ่านเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แต่ลองเริ่มอ่านเรื่องที่เราสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูน กีฬา ดนตรี ข่าวซุบซิบดาราฝรั่ง หรือมุมขำๆในหนังสือพิมพ์ จำไว้เลยว่าไม่มีอะไรไร้สาระ เพราะเรากำลังเรียนรู้อยู่
2. ฟังวิทยุให้ชิน
การฟังวิทยุนั้นจะช่วยให้เราได้ฟังทั้งเสียงคนพูด รวมถึงเสียงร้องเพลง เป็นการฝึกหูในชินกับภาษาในหลายๆรูปแบบอีกวิธีหนึ่งด้วย
3. ไม่จำเป็นต้องแปลเป็นภาษาไทย
การฝึกภาษาอังกฤษให้เข้าใจนั้น ไม่จำเป็นที่เราต้องอ่านหรือฟังแล้วแปลเป็นภาษาไทย อาจจะสงสัยว่าไม่แปลเป็นไทยแล้วจะเข้ะาใจยังไง การไม่พยายามแปลเป็นไทยจะช่วยให้เราสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วขึ้นด้วย
4. แปะกระดาษโน้ตบนสิ่งของต่างๆ
วิธีนี้จะเหมือนการเอาข้าศึกมาล้อมเมือง การแปะชื่อสิ่งของต่างๆที่เราใช้เป็นภาษาอังกฤษ ช่วยทำให้ชีวิตได้คุ้นเคยกับคำเหล่านี้มากขึ้น และเป็นการฝึกอ่านฝึกความเข้าใจไปในตัวด้วย
5. ดูทีวีและภาพยนตร์ภาษาอังกฤษ
การดูภาพ ฟังเสียง และอ่านซับไตเติ้ลภาษาไทยไปพร้อมๆกัน ช่วยฝึกประสาทการรับรู้ในหลายๆช่องทาง ซึ่งต่อไปก็สามารถเปลี่ยนจากซับไทย เป็นซับอังกฤษ ไปจนถึงขั้นปิดซับได้ในท้ายที่สุด
6. เล่นเกมที่ใช้คำภาษาอังกฤษบ่อยๆ
สมัยนี้มีเทคโนโลยีอย่างสมาร์ทโฟน เราจึงสามารถหาแอพพลิเคชั่นเกมภาษาอังกฤษ เช่น Crosswords มาเล่นแก้เบื่อในยามว่างได้ ทีนี้ก็ลองเปลี่ยนจากแชทไลน์มาเป็นเล่นเกมแนวนี้แทน จะช่วยพัฒนาได้อีกทาง
7. ใช้คำต่างๆเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้น
วิธีนี้หลายคนอาจจะมองดูว่ากระแดะหรือเปล่า จริงๆแล้วเป็นเพียงการใช้คำให้ถูกกับภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยพยายามพูดอังกฤษบ่อยๆในศัพท์ที่ใช้ได้ เช่นเปลี่ยนคำว่ามือถือ เป็น Smart Phone เปลี่ยนคำว่า นาฬิกาปลุก เป็น Alarm เป็นต้น
8. ทำลิสต์ต่างๆให้เป็นภาษาอังกฤษ
ขั้นตอนนี้อาจจะลำบากในตอนแรก แต่ถ้าเราลองลิสต์ต่างๆให้เป็นอังกฤษจะช่วยเราให้คุ้นเคยได้มากขึ้น อย่างเช่น ลิสต์กิจกรรมที่ต้องทำพรุ่งนี้ ลิสต์ตารางไปเที่ยวพักผ่อน หรือลิสต์ของที่ต้องซื้อเข้าบ้าน ให้เป็นภาษาอังกฤษซะ
9. ลงทุนซื้อ Dictionary ดีๆสักเล่ม
นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า แม้จะมีราคาค่อนข้างแพงไปบ้าง แต่ก็ช่วยให้เราสามารถเข้าใจและพัฒนาภาษาไปได้ดีกว่า
10. เราชอบอะไร ทำสิ่งนั้นเป็นภาษาอังกฤษ
ความชอบ ความรัก มันทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้อย่างมีความสุขและไม่น่าเบื่อ ถ้าชอบทำอาหาร ก็เปลี่ยนเมนูอาหารเป็นภาษาอังกฤษ ถ้าชอบเล่นกีฬาหรือดนตรี ก็ดาวน์โหลดวิดีโอการฝึกซ้อมแบบภาษาอังกฤษมาดู ถ้าชอบเล่นเกมก็ฝึกอ่านคู่มือเกมภาษาอังกฤษ เราก็จะหลงรักมันโดยไม่รู้ตัวเลยล่ะ

 

การปูพื้นฐานด้านภาษาอังกฤษ ทำให้ประเทศมีศักยภาพยิ่งขึ้น

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ทั่วโลกต่างใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การดูทีวี การดูภาพยนตร์ การเขียนโปรแกรม เป็นต้น บัณฑิตที่จบการศึกษาถ้ามีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษโอกาสหางานไม่เพียงจำกัดแค่ในประเทศไทยเท่านั้น จะมีสิทธิพิเศษในการทำงานในต่างประเทศได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีทางอินเตอร์เน็ตทำให้เราสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับต่างชาติได้ง่าย เราจะไม่สามารถมีโอกาสเหล่านี้ได้ ถ้าหากไม่มีความรู้ด้านภาษา ระบบการเรียนการสอนในเมืองไทยก็ให้ความสำคัญด้านการเรียนภาษาอังกฤษมานานแล้ว แต่ทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษสู้คนฟิลิปปินส์ไม่ได้เลย นั่นก็เพราะหลักสูตรของไทยไม่ได้เน้นด้านการพูด แต่ไปเน้นทางด้านหลักไวยากรณ์ คำแปล และอ่านเพื่อใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ สิ่งที่ต้องปรับปรุงอย่างมากนั่นคือการพูดออกเสียง ไม่ว่าจะเป็น การออกเสียงพยัญชนะ การเน้นเสียง และทำออกมาในรูปแบบมัลติมีเดียที่เข้าใจง่ายจะดีกว่าที่จะสอนผ่านตัวหนังสือเท่านั้น เพราะระบบมัลติมีเดียนั้นช่วยให้เด็กสามารถได้ยินทั้งเสียง และเห็นภาพ ซึ่งในปัจจุบันทำได้ไม่ยากเลย อีกทั้งต้นทุนในการทำยังต่ำอีกด้วย

การสื่อสารทำการค้าในประเทศอื่นๆได้เปรียบกว่ามาก เพราะต่างติดต่อสื่อสารด้วยการพูดภาษาอังกฤษ ในอดีตต่างชาติไม่สามารถที่ค้าขายกับไทยได้ เพราะมีปัญหาทางด้านภาษา ทำให้ไปค้าขายกับประเทศอื่นแทน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้จะเห็นได้ว่าให้ความสำคัญทางด้านภาษาเป็นพิเศษ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลเลยก็ว่าได้ หลายประเทศเริ่มมีการประกาศให้เป็นภาษาราชการนอกจากภาษาหลักของตนเอง

ประเทศที่ให้ความสำคัญด้านการศึกษาภาษาอังกฤษย่อมรู้ดีว่า คนที่มีความรู้ด้านภาษานั้นมีโอกาสจ้างงาน และได้รับการสนับสนุนในการงานให้ก้าวหน้าขึ้น มากกว่าผู้ที่ไม่มีทักษะทางภาษาอังกฤษ ดังตัวอย่างที่บริษัทต่างๆประกาศรับพนักงานที่ต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษในขั้นติดต่อสื่อสารได้
การสอนภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และผู้สอนควรพัฒนาความรู้ให้เทียบเท่ากับเจ้าของภาษาให้ได้มากที่สุด ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เร็ว สถานศึกษาที่มีศักยภาพด้านนี้ ย่อมช่วยเหลือประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้