กระทรวงศึกษาธิการของเรายังไม่ได้เน้นการพูดภาษาอังกฤษจะเน้นแต่หลักไวยากรณ์

4

ความสำคัญของภาษาอังกฤษภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทย และคนทั่วโลกไปแล้ว มนุษยชาติทุกวันนี้สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารกันโดยตรง การใช้อินเตอร์เน็ต การดูทีวี การดูภาพยนตร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์หนังสือคู่มือทางด้านวิชาการต่างๆ ฯลฯ บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาออกมาในปัจจุบัน ถ้ามีความรู้ภาษาอังกฤษทั้งพูดและเขียนเสริมเข้าไปด้วยอีก โอกาสที่จะหางานก็จะไม่จำกัดแค่ในประเทศไทย เท่านั้น ถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ท่านคงจะไม่ปฏิเสธได้ถึงสิทธิพิเศษที่ท่านมีเหนือคนอื่นที่ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ด้วยเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต ทำให้โลกของเราแคบลงไปถนัดตา ทุกวันนี้ท่านสามารถรับรู้ข่าวสาร หรือติดต่อกับเพื่อนต่างชาติได้ภายในเสี้ยววินาที ท่านจะไม่เข้าถึงสิทธิพิเศษเหล่านี้เลย ถ้าท่านไม่รู้ภาษาอังกฤษ ระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนของไทยหลายท่านอาจจะบอกว่า ประเทศไทยเราก็ให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งนานแล้ว แต่ทำไมคนไทยถึงพูดภาษาอังกฤษสู้คนฟิลิปปินส์ไม่ได้เลย นั่นก็เพราะว่าหลักสูตรภาษาอังกฤษของ

กระทรวงศึกษาธิการของเรายังไม่ได้เน้นการพูดภาษาอังกฤษ จะเน้นแต่หลักไวยากรณ์ คำแปล และการอ่านเพื่อความเข้าใจและให้สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้เป็นส่วนใหญ่ สิ่งที่จะต้องปรับปรุงอย่างมากในระบบการเรียนภาษาอังกฤษของไทยเราคือ การเน้นการพูดออกเสียง ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงพยัญชนะแต่ละตัว การเน้นเสียงหนักเบา ซึ่งจะต้องมีสื่อช่วยสอนที่เป็นมัลติมีเดีย คือ มีทั้งภาพ เสียง และตัวหนังสือ ให้ด้วย แทนระบบเก่าที่มีแต่ตัวหนังสือเท่านั้น ทำให้การออกเสียงตามคำอ่านที่เขียนในตำราหรือพจนานุกรมที่ผิดๆ เช่นคำว่า cat ในพจนานุกรมอังกฤษไทยจะเขียนคำอ่านเป็น แค้ท ซึ่งแปลมาจากคำอ่านพจนานุกรมอังกฤษเป็นอังกฤษ ทำให้คนไทยเข้าใจว่า ไม่ต้องออกเสียงตัว t ที่อยู่ตอนท้ายด้วย น่าจะเขียนคำอ่านเป็น แค่ท-ถึ (ออกเสียง ถึ เบาๆ) แต่ถ้าเราจัดทำสื่อการเรียนการสอนแบบมัลติมีเดีย เด็กก็จะได้ยินทั้งเสียงที่ถูกต้อง ได้เห็นภาพ และตัวหนังสือด้วย ซึ่งทำได้ไม่ยาก และต้นทุนก็ไม่มาก การเรียนของเด็กก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภาษาอังกฤษมีการใช้กันทั่วโลกมากกว่าภาษาอื่นๆ มีการเรียนการสอนกันทั่วโลก

4

ในภาวะปัจจุบันที่อิทธิพลของโลกาภิวัฒน์ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และยังจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นการเรียนรู้ภาษาของประเทศอื่นย่อมได้เปรียบในการทำกิจการต่างๆ เพราะคงไม่มีใครจะติดต่อสื่อสารและรู้เรื่องได้ดีเท่ากับการพูดภาษาเดียวกัน เคยมีเรื่องเล่ากันเล่นว่าประเทศไทยที่ค้าขายสิงคโปร์ มาเลย์ ฮ่องกง ใต้หวัน ไม่ได้ก็เพราะว่ามาติดต่อกับประเทศไทยแล้วสื่อสารกันยังไม่ชัดเจนจึงต้องผ่านตัวแทนที่รู้ภาษาดีกว่าเช่นสิงค์โป มาเลย์ ฮ่องกง ใต้หวัน หรือแม้แต่ฟิลิบปินก็ตาม  ซึ่งเราจะเห็นว่าประเทศเหล่านั้นล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่อาจคิดได้ว่าเป็นภาษาสากล หลายประเทศประกาศให้เป็นภาษาราชการอีกภาษาหนึ่ง นอกจากภาษาของตัวเอง

แน่นอนว่าประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษนั้นย่อมทราบดีว่า คนจะเรียนรู้ภาษาให้ซาบซึ้งสามารถใช้ภาษาเข้าสู่สังคมและวัฒนธรรม สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับสังคมวัฒนธรรมตามสถานะการณ์ได้ในทุกทักษะของภาษา  และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ดีจะมีโอกาสในการจ้างงาน และได้รับการสนับสนุนส่งเสริมในงานในหน้าที่ให้ยิ่งขึ้นไป  มากกว่าผู้ที่ไม่มีทักษะทางภาษาเลย  ดังตัวอย่างที่หน่วยงานห้างร้านบริษัท ที่ประกาศรับพนังงาน แต่แนบท้ายด้วยคำว่ามีความสามารถทางภาษาที่สามารถติดต่อสื่อสารได้ นั่นก็คือต้องมีทักษะการฟังและการพูดเป็นอย่างน้อย

อันเนื่องจากภาษาอังกฤษมีการใช้กันทั่วโลกมากกว่าภาษาอื่นๆ มีการเรียนการสอนกันทั่วโลกมากกว่าภาษาอื่นจึงคิดให้เป็นภาษาสากลที่ติดต่อสื่อสารได้ทั่วโลก การเรียนการสอนภาษาอังกฤษประการแรกน่าจะใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันอย่างเหมาะสมตามสถานะการณ์ เช่นเดียวกับการที่เราเรียนรู้ภาษาแรกจากพ่อแม่ พี่เลี้ยง เป็นการเรียนรู้แบบธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องท่องศัพท์ แปล หรือ รู้หลักไวยากรณ์ ดังนั้นการเรียนการสอนในระดับเริ่มเรียนรู้ภาษานั้น คงต้องเน้นการมีส่วนร่วมทางภาษาให้มากที่สุด คือผู้เรียนต้องเรียนรู้จากการฟังและพูดอย่างเป็นธรรมชาติจนเกิดทักษะ เริ่มจากการพูดในชีวิตประจำวันในครอบครัว แล้วค่อยขยายออกไปสู่โลกภายนอกมากขึ้น เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ในการศึกษาขั้นสูงขึ้น

 

ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ และอนาคตของประเทศ

ภาษาคือกุญแจสำคัญของความรู้ ถ้านักเรียนไม่สามารถเข้าใจภาษาแล้วเขาไม่สามารถที่จะรับข้อมูลหรือความรู้ในภาษานั้นได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องพัฒนา ปัจจุบันภาษาอังกฤษมีความสำคัญมาก เพราะองค์ความรู้และข่าวสารที่สำคัญๆมากกว่า 80% ในโลกนี้รายงานหรือบันทึกไว้เป็นภาษาอังกฤษ การเริ่มต้นเรียนภาษาตั้งแต่ยังเยาว์จะนำไปสู่ความชำนาญสูง รัฐบาลต้องเริ่มให้ความสนใจในเรื่องนี้ เพราะถ้าหากว่าเราไม่เริ่มแต่วันนี้ ประเทศเราก็จะเป็นประเทศที่ล้าหลัง จะตามประเทศอื่นไม่ทัน และตกเป็นอาณานิคมทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นอย่างถาวร

ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับคนรุ่นใหม่ และอนาคตของประเทศ ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทย แต่ทุกๆประเทศ เพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารอย่างเป็นทางการของชาวโลก ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แทนที่จะรีรอหรือกลัวว่าประเทศ “จะตกเป็นอาณานิคม” ของประเทศอื่น

ปัจจุบันนั้นหมดยุคอาณานิคมแบบเดิมๆที่ประเทศหนึ่งยกพลขึ้นมายึดดินแดนประเทศหนึ่งนั้นไปแล้ว แต่อาณานิคมทางเศรษฐกิจ อาณานิคมทางด้านความคิด กำลังเร่งเครื่องมาแรง เราต้องเตรียมคนของเราให้พร้อมที่จะรับมือกับความรุนแรงนั้น  และอาวุธสำคัญที่จะต่อสู้กับมันได้ก็คือ การให้การศึกษากับประชาชนของเรา และภาษาอังกฤษก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากของเครื่องมือนี้ ถ้าเราหันไปมองประเทศเพื่อนบ้านเช่นประเทศสิงคโปร์ที่เคยเป็นเมืองขึ้นทั้งของดัทช์ และต่อมา ของอังกฤษ ดูบ้างจะเห็นว่า การที่ประชาชนของเขาพูดได้อย่างน้อยสองภาษานั้นมีประโยชน์ต่อประเทศเขามากเพียงใด

ปัจจุบันชาวโลกเขายกย่องกันมากว่าประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จมากทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจ ที่เป็นเช่นนี้นั้นก็เพราะว่าประเทศสิงคโปร์มีการวางแผนรองรับนโยบายการศึกษาอย่างรัดกุม คือกำหนดให้นักเรียนเรียนรู้อย่างน้อย 2 ภาษา ภาษา “ลิ้นแม่” ที่มีทั้งจีน มาเลย์ ทมิฬฯ ก็ไม่ได้ละทิ้ง เพราะมันทำให้เด็กเข้าใจในเนื้อหาของวิชาการที่เรียนได้ดีกว่า แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ส่งเสริมให้นักเรียน เรียนภาษาอังกฤษ และ จีนกลาง(แมนดาริน)เป็นภาษาที่ 2 เพื่อที่จะสื่อสารความรู้ความสามารถนั้นกับภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปีที่สิงคโปร์เป็นอิสระจากอังกฤษใน 1965 แทบจะไม่มีชาวจีนในสิงคโปร์พูดภาษาจีนกลาง แต่ปัจจุบันกว่า 70% ของชาวสิงคโปร์พูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษา”ลิ้นแม่” และ จีนกลาง หรือ อังกฤษ

ถึงปีนี้ 2010 แทนที่ประเทศสิงคโปร์จะตกเป็นอาณานิคมประเทศอื่นอีก แต่ตรงข้ามได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความสำเร็จทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เป็นที่ยอมรับของนาๆอารยประเทศไม่แพ้ประเทศมหาอำนาจที่เคยยึดครองประเทศนี้มาก่อน .. ทั้งๆที่ประเทศสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆเลยนอกจาก “คน” เพียงไม่กี่ล้านคน

การเรียนรู้ภาษาของคนอื่นนั้นไม่ได้ทำให้คุณโง่ลง แต่ทำให้คุณฉลาดขึ้น และรู้เท่าทัน(เล่ห์เหลี่ยม)คนประเทศอื่นและนี่คือเหตผลว่าทำไมเราจึงต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษมันกลายเป็นภาษาที่ซึมซับเข้าไปในกับชีวิตประจำวันไปแล้ว

ทำไมต้องเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาอังกฤษนั้นสำคัญจริงหรือ ก็ต้องบอกว่า สำคัญซึ่งถ้าพูดแบบนี้ก็อาจจะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนที่ไม่เห็นด้วยกับคำพูดนี้ทุกวันนี้เราจะเห็นได้ว่า การใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวันมีความจำเป็นอย่างมากเรียกได้ ว่ามันแทบจะซึมซับเข้าไปกับชีวิตประจำวันแล้วก็ว่าได้ ถึงกับมีคำพูด ว่าถ้าที่ไหนไม่มีภาษาอังกฤษที่นั่นถือว่าเชยค่อนข้างสุดๆ แล้ว ภาษาอังกฤษมันมีความสำคัญและมีอิทธิพลกับเรามากน้อยเพียงใด ทั้งๆที่มันไม่ใช่ภาษาแม่ของเราซะหน่อย ก็ต้องตอบว่ามันสำคัญจริงๆไม่ว่าเราจะเดินไปตรงไหนคำศัพท์ภาษาอังกฤษมันแทบ จะอยู่รอบๆตัวเราไปหมด เลยก็ว่าได้และก็มีคนบางส่วนที่เหมือนกับว่าจำเป็นหรือจำใจต้องใช้ภาษาอังกฤษ ลองมาพิจารณาดูว่าคนเหล่านั้นเค้าจะให้เหตุผลกับการที่จะต้องเรียนภาษา อังกฤษกันว่าอย่างไร ก็มีหลายคนไม่ใช่น้อยเลยก็ว่าได้ ที่นึกหาเหตุผลมาตอบตัวเองหรือตอบคนรอบข้างที่ถามไม่ออกเลยว่าทำไมตัวเองจะ ต้องมานั่งเรียนภาษาอังกฤษแล้วมันสำคัญจริงหรือ แต่จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สุดท้ายก็ต้องมานั่งเรียนภาษาอังกฤษอยู่ดี

ก็อย่างที่บอกไปแล้วในข้างต้นว่าภาษาอังกฤษมันกลายเป็นภาษาที่ซึมซับเข้าไปในกับชีวิตประจำวันไปแล้ว มันก็จะเกิดคำถามขึ้นมากับคนบางคนว่าแล้ว “ทำไม ทำไม”ต้องเรียนภาษาอังกฤษถ้าได้คำศัพท์เยอะมากพอ แล้วเดี๋ยวก็สามารถพูดได้เอง โต้ตอบกับฝรั่งได้เองเวลาที่ฝรั่งถาม นั่นมันก็อาจจะใช่แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความคิดนั้นจะถูกต้องที่สุด หรือบางคนอาจจะคิดในทางกลับกันว่าควรจะได้คำศัพท์มากๆ การที่ได้คำศัพท์เยอะเป็นข้อดีและได้เปรียบมากนั่นคือสิ่งที่เข้าใจถูกต้อง เหมือนกัน ถูกต้องในขั้นพื้นฐาน แต่ลองนึกภาพตามคำพูดต่อไปนี้ดู เช่นเวลาที่เรายังเด็กๆ กำลังเริ่มที่จะหัดพูดสิ่งแรกเลยที่มีความสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆเลยก็คือการ เริ่มพูดได้ทีละคำ

การฝึกพูดภาษาอังกฤษให้เก่งด้วยตัวเอง

ทำอย่างไรถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้ เป็นคำถามที่ได้ยินบ่อยครั้ง แต่กี่ครั้งที่คำถามนี้จะมีคำตอบ หรือมีการสานต่อประประโยคให้เป็นการกระทำอันเกิดผลลัพธ์เราจะมาดูกันว่าหากต้องการฝึกหรือพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเราจะมีวิธีการหรือขั้นตอนที่เราสามารถฝึกได้เองอย่างไรบ้าง

บางคนบอกตัวเองว่าเราไม่ค่อยฉลาด เรียนไม่ค่อยเก่ง ไม่มีหัวด้านภาษาคงพูดไม่ได้หรอก หรือคงใช้เวลาเรียนอีกนาน เบื้องต้นผู้เรียนพึงรู้ไว้ก่อนว่าการที่จะสามารถพูดภาษาใดๆได้ไม่เกี่ยวข้องกับความฉลาดของบุคคล เพราะทุกๆคนสามารถพูดได้แน่ๆอยู่แล้วหนึ่งภาษาถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะไม่ฉลาดเลยก็ตาม นั่นเป็นผลมาจากการที่เราอยู่ในสภาพแวดล้อมของการใช้ภาษานั้นๆและเกิดการเอาตัวรอดท่ามกลางการใช้ภาษา สุดท้ายเราก็จะพูดภาษานั้นได้ ยกตัวอย่างคนที่ไปเรียนต่างประเทศบางคนยังติดเพื่อนคนไทย ไปไหนมาไหนจะทำอะไรก็ต้องเกาะกลุ่มเพื่อนคนไทยไว้ก่อน ผลลัพธ์คือพูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่คล่องตามที่ควรจะได้จากการไปอยู่ต่างประเทศ แต่คนที่เอาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งวันจะทำให้การรับรู้ การพูด การคิด การตอบสนองต่อภาษาเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่นานเขาเหล่านั้นก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว ดังนั้นการพูดภาษาอังกฤษจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้

การพูดภาษาอังกฤษได้ในคำจำกัดความของผู้เขียนคือ การที่เราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามของสมองหรือใช้ให้น้อยที่สุด ที่เหลือคือความเป็นอัตโนมัติและความเป็นธรรมชาติ

ข้อควรปฎิบัติสำหรับการฝึกพูดภาษาอังกฤษด้วยตัวเอง
1. พยายามอย่ากังวลเรื่องแกรมม่า (Grammar) เพราะแกรมม่าคืออุปสรรค์ตัวฉกาจของการพูด มันจะฉุดเราให้พูดได้ช้าลง เพราะการที่เรามัวแต่คิดเรื่องความถูกต้องของโครงสร้างประโยคเราจะประมวลผลไม่ทัน อาจทำให้ไม่ได้พูดเนื่องจากอีกฝ่ายพูดเรื่องอื่นไปแล้ว การคำนึงถึงหลักแกรมม่าจะทำให้เราเกิดการกลัวความผิดพลาดสุดท้ายจะเกิดอาการอายและกลัวที่จะพูดออกมา ดังนั้นเวลาพูดควรอาศัยความเคยชินของประโยค แล้วหากไม่เคยพูดจะเอาความเคยชินมาจากไหน ความเคยชินจะเกิดจากการฝึกตามบทความตอนที่แล้วคือการอ่านและการฟัง หากเราอ่านและฟังบ่อยๆ ดูหนังบ่อยๆ อ่่านหรือดูสารคดี หรือ YouTube ที่มีการสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษบ่อยๆจะทำให้เราคุ้นชินกับการใช้ประโยค หรือคำศัพท์ต่างๆ ถ้าเราได้ลองฝึกพูดตามสิ่งที่เราได้ยินหรือได้อ่านจะทำให้เราพูดได้แบบเป็นธรรมชาติมากกว่าต้องมานั่งคิดว่าประโยคประมาณนี้กาลเวลานี้ต้องใช้โครงสร้างประโยคใดเรียงอย่างไรผันกริยาอย่างไร
2. เวลาจำศัพท์ให้จำเป็น วลี (Phrase) หรือ ประโยค (Sentence) อย่าพยายามจำเป็นคำ (Word) บางทีเราทราบความหมายของคำศัพท์แต่พอถึงเวลาพูดกลับไม่รู่ว่าศัพท์คำนี้ใช้อย่างไร หรือใช้ในกรณีไหน ดังนั้นเวลาเปิดศัพท์หรือจำศัพท์แนะนำให้จำมาเป็นวลีหรือประโยคเลย ยกตัวอย่างง่ายๆเช่น เราเจอประโยคที่บอกว่า “I am so sick of being sick” ส่วนมากหากเราไม่รู้ความหมายของคำว่า Sick เราก็จะเปิดหาและพบว่าความหมายคือป่วย แต่หากเราจำและฝึกพูดทั้งประโยคเราจะรู้ว่า sick สองตัวในประโยคมีความแตกต่างกันเล็กน้อย sick ตัวแรกความหมายจะแอกแนว เบื่อ หงุดหงิด ทนไม่ไหว โดยทั้งประโยคจะมีความหมายประมารว่า “ฉันเบื่อมากกับการเจ็บป่วย” เป็นต้น
3. พยายามไม่แปลหรือถอดคำจากไทยเป็นอังกฤษ และพยายามเรียนรู้สำนวน (Idiom)ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างหนึ่งประโยคที่เคยได้ยินมา หยิงสาวต้องการบอกกับแฟนหนุ่มว่าสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไปเขาแค่พูดเล่นๆ หรือล้อเล่น หญิงสาวพูดอย่างมั่นใจว่า “I speak play play” พร้อมกับหัวเราะชอบใจ แฟนหนุ่มยืนงงและไม่รู้ว่าแฟนสาวกำลังบอกอะไร ในสถานการณ์นี้หากเรารู้ว่าการล้อเล่น หรือพูดเล่นๆ ใช้สำนวนที่ว่า I am (just) kidding หรือ I am joking เราก็จะสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง
4. พยายามแวดล้อมตัวเองด้วยการพูดภาษาอังกฤษให้ได้มากที่สุด หากเราไม่ทำเช่นนี้เราก็จะไม่มีโอกาสได้ฝึกพูดเลย ถึงแม้ว่าจะฝึกอ่านและฟังมากแค่ไหนหากปราศจากการฝึกและทดลองพูดแล้วย่อมไม่สามารถพูดได้ พยายามหาเพื่อนชาวต่างชาติหรือเข้ากลุ่มที่มีชาวต่างชาติ หากิจกรรมยามว่างทำเพื่อให้ได้มีโอกาสพูดคุย หากหาเพื่อนต่างชาติไม่ได้จริงๆอาจจะลองตั้งกฏกับเพื่อนที่กำลังฝึกภาษาเหมือนกันว่าในหนึ่งชั่วโมงถัดไปให้ทั้งสองฝ่ายสนทนาเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น วิธีนี้จะดีตรงที่ว่าเราจะไม่เขิลอายและกล้าพูดมากกว่า แต่อาจจะไม่ดีตรงที่เวลาเราพูดผิดอาจจะไม่มีคนแก้ไขให้ หรือไม่ได้เรียนรู้ประโยคอันหลากหลายที่ถูกต้องจากเจ้าของภาษาโดยตรง